เสริมจมูก

ข้อดี – ข้อเสีย ของการศัลยกรรมเสริมจมูก

ศัลยกรรม

จมูกเป็นจุดสำคัญบนใบหน้า ที่จะทำให้ใบหน้าดูมีมิติโดดเด่นขึ้นมาอย่างมาก และจะทำให้ใบหน้าของคุณสวย หล่อขึ้นมาทันที จึงเป็นการศัลยกรรมอย่างแรกที่หลายคนมักจะเริ่มต้นทำ คือการเสริมจมูก

ข้อดี – ข้อเสีย ของการศัลยกรรมเสริมจมูกของแต่ละวิธี

  1. เสริมดั้งด้วยการใส่ซิลิโคน เป็นการเสริมจมูกที่นิยมอีกวิธีหนึ่ง เกิดจากการผ่าตัดด้านในของจมูกซึ่งรอยแผลนี้จะมองไม่เห็น และแพทย์ก็จะใส่ซิลิโคนเพื่อปรับรูปหน้า วิธีนี้สามารถกลับบ้านได้ทันทีแพทย์จะนัดมาดูอาการอีกครั้งหลังจาก 7 วัน เพื่อเช็คดูความเรียบร้อยและตัดไหม แต่อาการข้างเคียงของการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ หากตรวจพบในช่วงระยะแรก แพทย์อาจดัดให้เข้าที่ได้ แต่เกิดขึ้นในภายหลังจากการชน การกระแทกบริเวณจมูกจะไม่สามารถดัดให้เข้าที่ได้ส่วนมากจะต้องทำการผ่าตัดอีกครั้ง จมูกอักเสบได้ง่าย หากมีอาการติดเชื้อ อาการแดงที่ปลายจมูกให้รีบปรึกษาแพทย์อย่างเร่งด่วน
  2. เสริมดั้งด้วยวิธีร้อยไหม เหมาะกับการแต่งเสริมปลายจมูก อาจจะดึงสันจมูกขึ้นเล็กน้อยโดยจะใช้ไหมละลายรอยเข้าที่จมูกเพื่อดึงปลายจมูกให้เชิดขึ้นหรือร้อยไปที่หว่างคิ้ว หลักของการร้อยไหมคือบริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมจะเกิดการอักเสบทำให้เกิดกระบวนการซ่อมแวมเนื้อเยื่อให้เกิดการสร้างคอลลาเจนแต่มีเพียงแค่รอยเจาะของเข็มเท่านั้นไม่ต้องพักฟื้นแต่จะมีรอยเขียวช้ำเกิดขึ้นได้ และอยู่ได้นานประมาณ 6-8 เดือน ข้อเสียของการร้อยไหม บริเวณจมูกจะมีผิวที่บางการเก็บเส้นไหมไม่ดีนักโอกาสที่ปลายไหมจะหลุดออกมาด้านนอกมีสูงมาก
  3. ฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ วิธีนี้ที่ไม่ต้องทำการผ่าตัด จึงได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะไม่เสี่ยง มีความปลอดภัยสูง ไม่มีรอยแผลเป็น ใฃ้เวลาไม่นานเพราะไม่ต้องผ่าตัด และรูปทรงดูเป็นธรรมชาติมากกว่า

การฉีดฟิลเลอร์ใช้เวลาในการฉีดประมาณ 30 นาที หลังฉีดสามารถกลับไปทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น การฉีดเสริมจมูกด้วยวิธีนี้ จะอยู่ได้นานประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี และฟิลเลอร์ก็จะสลายไปเองตามธรรมชาติ แต่หลังฉีดอาจจะเกิดรอยช้ำใต้ผิวหนังประมาณ 3-5 วันเท่านั้น แต่อาจจะมีคลินิกบางที่โฆษณาบอกว่าฉีดแล้วสามารถอยู่ได้นาน แต่ก็ต้องดูเรื่องของความปลอดภัย เพราะเคยพบว่ามีการผสมสารพอลิเมอร์ ซึ่งสารตัวนี้จะทำให้สารเติมเต็มคงตัวอยู่ได้นาน แต่ในภายหลังผิวหนังอาจะได้รับผลเสียได้

ดังนั้นการศัลยกรรมเสริมจมูกอย่างถูกวิธี จะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และควรตรวจสอบความน่าเชื่อของคลินิคและสถาบันเสริมความงามให้มั่นใจว่าไม่ใช่หมอเถื่อนหรือหมอกระเป๋า ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะได้หน้าพังมากกว่าหน้าสวยแทนก็ได้ รวมถึงยังต้องมาเสียเงินและเสียเวลา และเจ็บตัวรอบสองก็เป็นได้